โอเปกบรรลุข้อตกลงลดกำลังการผลิตส่งผลอย่างไรกับทองคำ

กลุ่มประเทศผู้ส่งออกน้ำมัน (โอเปก) ได้จัดการประชุมอย่างเป็นทางการที่กรุงเวียนนา ประเทศออสเตรียวานนี้ เพื่อกำหนดโควตาการผลิตน้ำมันของสมาชิกทั้ง 14 ประเทศของโอเปก หลังจากในเดือนก.ย.โอเปกได้บรรลุข้อตกลงเบื้องต้นในการประชุมอย่างไม่เป็นทางการซึ่งขึ้นที่ประเทศแอลจีเรียเพื่อลดกำลังการผลิตโดยรวมสู่ระดับ 32.5 – 33.00 ล้านบาร์เรลต่อวัน

หลังเสร็จสิ้นการประชุมนายโมฮัมเหม็ด บิน ซาเลห์ อัล-ซาดา เลขาธิการโอเปก เป็นผู้ออกมาแถลงข่าวว่า โอเปกตกลงที่จะปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันลงตั้งแต่เดือนม.ค. 2017 โดยจะปรับลดลงราว 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวันหรือกว่า 3%สู่ 32.5 ล้านบาร์เรลต่อวันจากระดับปัจจุบันที่ 33.64 ล้านบาร์เรลต่อวัน ซึ่งข้อตกลงดังกล่าวเป็นไปตามกรอบข้อตกลงในการประชุมที่กรุงอัลเจียร์ส ประเทศแอลจีเรียในเดือนก.ย. โดยซาอุดิอาระเบียจะปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันลงเกือบ 500,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ 10.06 ล้านบาร์เรลต่อวัน ด้านอิรักจะปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันลง 200,000 บาร์เรลต่อวัน สู่ 4.351 ล้านบาร์เรลต่อวัน ส่วนอิหร่านได้รับอนุญาตให้ปรับเพิ่มปริมาณการผลิตน้ำมันขึ้นได้อีกเล็กน้อยจากระดับในเดือนต.ค. ขณะที่รัสเซียตกลงที่จะปรับลดปริมาณการผลิตน้ำมันลง 300,000 บาร์เรลต่อวัน นอกจากนี้โอเปกจะประชุมกับประเทศผู้ผลิตน้ำมันนอกกลุ่มโอเปกในวันที่ 9 ธ.ค.

โอเปกกับทองคำ

หลังจากการเปิดเผยข่าวดังกล่าว ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งขึ้นราว 10% อัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐพุ่งขึ้น และดัชนีดอลลาร์เมื่อเทียบกับตะกร้าสกุลเงินเคลื่อนตัวอยู่ใกล้จุดสุงสุดในรอบ 13 ปีครึ่งที่ทำไว้ในสัปดาห์ที่แล้ว และเป็นปัจจัยกดดันให้ราคาทองคำร่วงลงแตะระดับต่ำสุดบริเวณ 1,163.45 ดอลลาร์ต่อออนซ์

ขณะที่โกลด์แมน แซคส์ออกมาคาดว่า การที่กลุ่มโอเปกมีมติปรับลดกำลังการผลิตลง 1.2 ล้านบาร์เรล/วันในการประชุมเมื่อวานนี้ อาจช่วยหนุนราคาน้ำมันดิบ WTI ของสหรัฐพุ่งขึ้นสู่ 55 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล และราคาน้ำมันดิบเบรนท์อาจทะยานขึ้นสู่ 56.50 ดอลลาร์ในช่วงครึ่งแรกของปี 2017 ด้านรัฐมนตรีพลังงานของแอลจีเรีย คาดการณ์เช่นกันว่าราคาน้ำมันดิบจะพุ่งขึ้นแตะระดับ 60 ดอลลาร์/บาร์เรล ภายในสิ้นปีนี้

อย่างไรก็ตาม การพุ่งขึ้นของราคาน้ำมันในขณะนี้อาจเกิดขึ้นเพียงระยะสั้นเพื่อรับข่าวการปรับลดกำลังการผลิตเท่านั้น ขณะที่ภาพรวมของราคาน้ำมันจะสดใสต่อเนื่องในระยะยาวหรือไม่เป็นสิ่งที่ตลาดต้องจับตาต่อ โดยอาจต้องจับตาว่าประเทศต่างๆจะดำเนินการตามมาตรการปรับลดการผลิตน้ำมันหรือไม่และมากน้อยเพียงใด นอกจากนี้เมื่อราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอาจทำให้สหรัฐและผู้ผลิตรายอื่นๆเริ่มปรับเพิ่มการผลิตน้ำมันอีกครั้งซึ่งอาจส่งผลกดดันราคาน้ำมันได้ในอนาคตซึ่งจะกระตุ้นให้นักลงทุนเทขายสินทรัพย์เสี่ยง และเข้าซื้อสินทรัพย์ปลอดภัยรวมถึงทองคำ ในทางกลับกันหากประเทศต่างๆจะดำเนินการตามมาตรการปรับลดการผลิตน้ำมันได้อย่างมีประสิทธิภาพอาจหนุนให้ราคาน้ำมันดิบมีเสถียรภาพมากขึ้น ซึ่งจะกระตุ้นให้นักลงทุนเข้าซื้อสินทรัพย์เสี่ยงรวมถึงสกุลเงินดอลลาร์และเป็นปัจจัยกดดันทองคำ

ขอบคุณบทความจาก YLG