กูรูมองราคาทองคำแค่อยู่ในช่วงพักฐาน หลังปรับตัวขึ้นแรงมาต่อเนื่อง อีกทั้งยังได้รับแรงกดดันจากการแข็งค่าของดอลลาร์สหรัฐ แต่ภาพรวมระยะยาวยังไปต่อในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย ลุ้นช่วงที่เหลือของปี เพราะยังมีโอกาสที่ทองคำสปอตจะปรับขึ้นแตะ 2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้

แม้ราคาซื้อขายทองคำในประเทศและต่างประเทศช่วงนี้จะปรับตัวลดลง แต่ความน่าสนใจต่อการลงทุนในทองคำของนักลงทุนโดยรวมยังมีสเน่ห์มากกว่าการลงทุนประเภทอื่นๆ ไม่เว้นแม้แต่การลงทุนผ่านกองทุนรวม นอกกจากนี้พบว่าในช่วงวิกฤตเศรษฐกิจเช่นนี้ ผู้ที่ลงทุนในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพส่วนหนึ่งยังเลือกที่จะตัดสินใจปรับแผนลงทุน โดยเพิ่มน้ำหนักให้แก่ทองคำ และหุ้นต่างประเทศเพิ่มขึ้น นอกเหนือจากการลงทุนในตราสารหนี้ซึ่งถือเป็นการลงทุนที่มีความเสี่ยงต่ำที่สุดในแผนลงทุน เพราะทุกคนต้องการสร้างผลตอบแทนที่ดีในยามวิกฤต หรือกล่าวได้ว่าไม่อยากเป็นแค่ “ผู้อยู่รอด” แต่อยากเป็น “ผู้ชนะ” มากกว่า

พฤติกรรมของนักลงทุนที่เปลี่ยนไป หันมาให้ความสำคัญต่อวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้น โดยเชื่อว่านี่โอกาสที่ดีต่อการลงทุนเพื่อสร้างผลตอบแทนระดับสูงในอนาคต สิ่งเหล่านี้ต้องยกความดีความชอบให้กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศ (ตลท.) ที่หยิบยื่นข้อมูลความรู้ด้านการลงทุนที่หลากหลายให้แก่ประชาชนมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน จนสร้างนักลงทุนที่มีความรู้ความเข้าใจต่อตลาดทุนได้ในระดับหนึ่ง ส่วนจะมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับความสนใจส่วนบุคคลกลับมาที่ราคาทองคำ ต้องยอมรับว่าการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่กำลังลุกลามในหลายประเทศ นับเป็นปัจจัยสำคัญต่อการผลักดันให้ราคาซื้อขายขยับตัวเพิ่ม หลังภาคธุรกิจต้องหยุดชะงัก กดดันให้การเติบโตทางเศรษฐกิจทั่วโลกถดถอย และอีกปัจจัยหนีไม่พ้นสงครามการค้าของ 2 ชาติมหาอำนาจอย่างสหรัฐอเมริกา และจีน ที่ทำให้ดัชนีตลาดหุ้นและค่าเงินสกุลต่างๆผันผวน โดยเฉพาะอย่างยิ่งดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเคลื่อนไหวของราคาทองคำเป็นอย่างยิ่ง

ณ ปัจจุบัน (เข้าสู่เดือนที่ 9 ของปี 2563)ราคาทองคำ 96.50% ในประเทศไทย(วันที่ 9ก.ย.) อยู่ที่ระดับ 28,650 บาท แต่ภาพรวมตั้งแต่ต้นปีปรับตัวเพิ่มขึ้น 7,100 บาท โดยมีราคาสูงสุดที่ระดับ 30,400 บาท และต่ำสุดที่ระดับ 24,650 บาท

ขณะที่เดือนกรกฏาคมที่ผ่านมา พบว่าเป็นเดือนที่ราคาทองคำปรับตัวเพิ่มขึ้นสูงสุด 3,150 บาท อันดับสองเดือนมกราคม ปรับตัวเพิ่มขึ้น 1,700 บาท ถัดมาคือเดือนเมษายนเพิ่มขึ้น 1,250 บาท และเดือนมีนาคมเพิ่มขึ้น 1,200 บาท สุดท้ายเดือนกุมภาพันธ์เพิ่มขึ้นต่ำสุด 500 บาท

ส่วนอีก 3 เดือนก่อนหน้านี้พบว่า ราคาทองคำปรับตัวลดลง 150 บาทในเดือนพฤษภาคม และมิถุนายน ขณะที่เดือนสิงหาคมที่ผ่านมาลดลง 200 บาท ขณะที่เดือนกันยายนภาพรวมราคาทองคำลดลงแล้ว 200 บาท

ปัจจุบันเริ่มมีคำถามว่า ทองคำหลังจากนี้จะเคลื่อนไหวไปในทิศทางใด หลังจากเคยสร้างปรากฏการณ์สูงสุด 30,400 บาทเมื่อต้นเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่จากนั้นราคาทองคำกลับเคลื่อนไหวในลักษณะทรงตัว ไม่หวืดหวาเหมือนช่วง 1-2 เดือนก่อนหน้า และเริ่มมีท่าทีอ่อนตัวลงอย่างต่อเนื่อง

ล่าสุด “พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (วายแอลจี) แสดงความเห็นต่อราคาทองคำในเดือนกันยายนว่า ราคาทองคำมีทิศทางปรับฐานลงต่อเนื่อง หลังจากราคาพุ่งขึ้นทำจุดสูงสุดใหม่ตลอดเดือนสิงหาคม ที่ผ่านมา (30,400 บาท)

ขณะที่เริ่มต้นเดือนกันยายน ราคาทองสปอตลดลงมาอยู่ที่ 1,933.50 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งมองว่าเป็นการปรับฐานเพื่อรอการปรับขึ้นต่อในช่วงที่เหลือของปี เพราะยังมีโอกาสที่ทองคำสปอตจะปรับขึ้นแตะ 2,000 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ได้

“ในช่วงที่ผ่านมา ราคาทองคำมีความผันผวนค่อนข้างสูง แต่เป็นการผันผวนขาขึ้น เพราะมีความไม่แน่นอนจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะเศรษฐกิจทั่วโลกที่หดตัวลง หลังจากเกิดการแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 แต่เนื่องจากผลิตภัณฑ์เพื่อการลงทุนอื่นๆ อาทิ หุ้น กองทุนรวมหุ้น ตราสารหนี้ ปรับตัวลดลงค่อนข้างร้อนแรง ตลาดทองคำจึงได้รับความสนใจจากนักลงทุนมากขึ้น เพราะถือเป็นสินทรัพย์ที่มีความปลอดภัยสูง แม้ในช่วง ไวรัสโควิด-19 จะเห็นการลงทุนทองคำเพื่อเก็งกำไรในระยะสั้น สวนทางกับการลงทุนสินทรัพย์ปลอดภัย ที่เน้นการลงทุนระยะยาวก็ตาม โดยกรณีที่ราคาทองคำปรับฐานลงมา มองว่ายังสามารถเข้าซื้อสะสมต่อได้ เพราะมองว่าทองคำยังเป็นทิศทางขาขึ้นมากกว่า”

ทั้งนี้ ในระยะสั้น “วายแอลจี” ให้แนวรับแรกอยู่ที่ 1,950 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์หรือประมาณ 28,800 บาทต่อบาททองคำ ส่วนแนวรับถัดไปอยู่ที่ 1,934 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือประมาณ 28,550 บาทต่อบาททองคำ ส่วนนักลงทุนระยะกลางที่รับความเสี่ยงได้น้อยแนะนำรอซื้อที่ 1,919 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ หรือประมาณ 28,350 บาทต่อบาททองคำ และตั้งจุดขายตัดขาดทุนหากหลุด 1,916 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ ซึ่งแนวรับนี้ถือเป็นกรอบล่างของแนวโน้มราคาทองคำขาขึ้น

ส่วนปัจจัยที่ต้องติดตามในช่วงเดือนกันยายนนี้ ได้แก่ การประชุมของธนาคารกลางสหรัฐ (เฟด) วันที่ 15-16 กันยายนนี้ ว่าถ้อยแถลงของประธานเฟดสาขาต่างๆ ที่ทยอยออกมา จะแสดงทรรศนะที่สำคัญว่า แต่ละคนมีมุมมองต่อเป้าหมายเงินเฟ้อและเศรษฐกิจสหรัฐฯอย่างไร รวมถึงตัวเลขเศรษฐกิจสำคัญของสหรัฐฯ ทั้งตัวเลขการจ้างงานภาคเอกชนเดือน สิงหาคม การเปิดเผยตัวเลขสำคัญในตลาดแรงงาน ทั้งตัวเลขการจ้างงานนอกภาคการเกษตร อัตราการว่างงาน และรายได้เฉลี่ยต่อชั่วโมงแรงงาน ซึ่งคาดว่าจะส่งผลกระทบทิศทางดอลลาร์และราคาทองคำได้ค่อนข้างมาก

ด้าน “สิทธิชัย ดวงรัตนฉายา” ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายวิจัยการลงทุน สายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ไทยพาณิชย์ จำกัด หรือ SCBS แสดงความเห็นถึงทิศทางการลงทุนว่า สิ่งที่นักลงทุนต้องระมัดระวังนอกจาก การป้องกันตนเองจากการแพร่ระบาดของโรค ไวรัสโควิด-19 และอากาศที่เปลี่ยนแปลงบ่อยในช่วงฤดูฝนแล้ว การลงทุนในช่วงนี้มีความผันผวนมากและเป็นภาพของความคาดหวังและ Sentiment เป็นส่วนใหญ่ทำให้มีนักลงทุนระยะสั้น และรายย่อยเข้าตลาดสินทรัพย์เสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าความกลัวไวรัสโควิด-19 ที่น้อยลงทำให้หลายฝ่ายมองว่าไตรมาสที่ 2 น่าจะเป็นจุดต่ำสุดของปีนี้แล้ว และมาตรการตลอดจนท่าทีของธนาคารที่ยังคงสนับสนุนตลาดการเงินต่อเนื่อง และยังมีความหวังจากวัคซีนที่จะทยอยประกาศผลในเฟสสุดท้ายออกมาอย่างต่อเนื่อง

 “เรามองว่าในอีกมุมหนึ่งเป็นเรื่องของสภาพคล่องที่มีอยู่ในระดับที่สูง และการลงทุนที่ดีนั้นต้องมองถึงปัจจัยพื้นฐานและพัฒนาการของเศรษฐกิจเป็นสำคัญ ซึ่งน่าจะเป็นการตอบโจทย์การลงทุนมากกว่า” แต่กระนั้น SCBS ยังมองว่า มี 3 แนวโน้มที่จะกำหนดทิศทางเศรษฐกิจและการลงทุนโลกนับจากนี้ ได้แก่

1) การฟื้นตัวของเศรษฐกิจโลกจะเชื่องช้าและเปราะบาง ทั้งนี้สืบเนื่องจาก ไวรัสโควิด-19 ได้สร้างแผลเป็นให้กับหลายบริษัทที่อาจจะต้องสูญเสียความสามารถในการแข่งขันระยะยาวและมีหนี้สินที่สูงขึ้นนอกจากนั้นการการว่างงานจะทำให้กำลังซื้อของประชาชนลดน้อยลง

2) มาตรการการเงินการคลังภาครัฐที่ลดลง สัญญาณจากผู้กำหนดนโยบายทั่วโลกเริ่มชัดเจนขึ้นว่าต้องการจะชะลอมาตรการผ่อนคลายลงโดยเฉพาะของสหรัฐฯ ซึ่งแน่นอนว่าคงจะไม่สามารถจะใช้เงินกระตุ้นไปได้เรื่อยๆแบบไม่มีจุดสิ้นสุด เมื่อแนวโน้มดีขึ้นการลดการกระตุ้นก็ต้องลดเช่นกันเหมือนอย่างตอนที่ธนาคารกลางสหรัฐประกาศถอนมาตรการ QE ตลาดสินทรัพย์เสี่ยงก็ปรับตัวลงแรงในระยะสั้น

3) ความเสี่ยงด้านการเมืองระหว่างประเทศ โดยเฉพาะสหรัฐฯ ที่มีการยกระดับความแข็งกร้าวกับจีน เช่น ประกาศจะ Delist หุ้นจีนในสหรัฐหากไม่ทำตามกฎระเบียบทางบัญชีสหรัฐ ประกาศแบน Huawei, Tiktok และ WeChat ปิดสถานกงสุลจีนในฮุสตัน ประกาศแบนประธานเจ้าหน้าที่และผู้บริหารเกาะฮ่องกง และ การเผชิญหน้าทางทหารในทะเลจีนใต้ และ

4) วัคซีน อาจจะทำให้คลายความกังวลในระดับหนึ่งแต่มองว่าอาจจะทำให้การควบคุมได้ดีขึ้นแต่ไม่สามารถจะเอาชนะหรือทำให้โรคนี้หมดไปได้ ดังนั้นมาตรการ Social Distancing, Work Form Home, Online learnings ต่างๆ ที่มีพร้อมกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีนั้นจะเร่งตัวขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ดังนั้น จากการที่ราคาทองคำถือว่าเป็นชั้นสินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนโดดเด่น โดยให้ผลตอบแทน 28% ตั้งแต่ต้นปีขณะที่ตราสารทุนและตราสารหนี้ทั่วโลกเพิ่มขึ้นเพียง 3 – 4% ซึ่งเป็นผลมาจากอัตราดอกเบี้ยที่ลดลงเข้าใกล้ศูนย์ ดอลลาร์ที่อ่อนค่าลง และจากความขัดแย้งระหว่างจีนและสหรัฐฯนั้น ส่งผลทำให้ราคาทองคำที่ถือเป็นสินทรัพย์ปลอดภัยมีเสน่ห์ขึ้นมา โดยในมุมมองของ SCBS ต่อราคาทองคำในปี 2564 นั้นยังคงสามารถปรับตัวเพิ่มขึ้นได้อีก จากปัยจัยบวกที่ช่วยเข้ามาสนับสนุนคือ อัตราผลตอบแทนที่แท้จริง ของพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐยังมีแนวโน้มต่ำต่อเนื่อง

ขณะเดียวกัน ค่าเงินดอลลาร์ยังมีแนวโน้มอ่อนค่า จากมาตรการกระตุ้นทั้งการเงินและการคลังทั่วโลก รวมถึงท่าทีธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจีน รัสเซียและอินเดียที่ยังคงซื้อทองคำอย่างต่อเนื่อง และความขัดแย้งทางการเมืองระหว่างประเทศ รวมถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีของสหรัฐฯในเดือน พ.ย. 2563 และการเลือกตั้งของฮ่องกงและญี่ปุ่นในปีหน้า

 “ในระยะสั้นด้วยราคาทองคำที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาแรง ส่งผลให้อาจจะมีแนวโน้มย่อตัวในระยะสั้นจากแรงขายทำกำไร การคลายกังวลจากพัฒนาการเชิงบวกของวัคซีน ไวรัสโควิด-19 และการฟื้นตัวของอัตราผลตอบแทนในระยะสั้น ดังนั้นจึงแนะนำนักลงทุนรอเข้าซื้อเมื่อราคาย่อตัวมาอยู่ที่กรอบ 1,800-1,850 เหรียญสหรัฐต่อออนซ์ เพื่อให้ตลาดสะท้อนปัจจัยลบและแรงขายในระยะสั้นไปก่อน เพื่อแต้มต่อการลงทุนที่เพิ่มสูงขึ้น เพราะ SCBS ยังมองว่าราคาทองคำที่ยังเป็นขาขึ้นด้วยเหตุผล 4 ประการข้างต้น น่าจะตอบโจทย์การลงทุนในภาวะที่ตลาดการเงินเป็นแบบอัตราดอกเบี้ยต่ำและการเติบโตต่ำในระยะยาว”

นอกจากนี้ มีรายงานว่า ในช่วงนี้ราคาทองฟิวเจอร์ปรับตัวลดลงมาก เนื่องจากการแข็งค่าของสกุลเงินดอลลาร์ได้สร้างแรงกดดันต่อราคาทองคำ ทำให้นักลงทุนยังคงเทขายทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย หลังจากสหรัฐฯเปิดเผยข้อมูลการจ้างงานนอกภาคเกษตรที่แข็งแกร่งเกินคาด โดยการแข็งค่าของดอลลาร์ทำให้สัญญาทองคำซึ่งกำหนดราคาเป็นดอลลาร์นั้น มีราคาแพงขึ้น และมีความน่าดึงดูดน้อยลง 

สำหรับนักลงทุนที่ถือเงินสกุลอื่นไม่เพียงเท่านี้ ความแข็งแกร่งของตัวเลขจ้างงานสหรัฐยังส่งผลให้นักลงทุนลดการถือครองทองคำในฐานะสินทรัพย์ที่ปลอดภัย โดยกระทรวงแรงงานสหรัฐรายงานว่า ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 1.4 ล้านตำแหน่งในเดือนส.ค. สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ที่ระดับ 1.255 ล้านตำแหน่ง ซึ่งสะท้อนถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ฟื้นตัวขึ้นหลังจากที่หยุดชะงักไปจากผลกระทบของมาตรการล็อกดาวน์เพื่อควบคุมการแพร่ระบาดของโรค ไวรัสโควิด-19 ในช่วงก่อนหน้านี้ ส่วนอัตราการว่างงานเดือนส.ค. ลดลงสู่ระดับ 8.4% จากระดับ 10.2% ในเดือน ก.ค. ขณะที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ว่าจะอยู่ที่ระดับ 9.8% โดยนับเป็นครั้งแรกตั้งแต่เดือน มี.ค.ที่อัตราว่างงานของสหรัฐอยู่ต่ำกว่าระดับ 10% ทำให้มีคำแนะนำการลงทุนในช่วงนี้ ว่ายังมีทั้งปัจจัยสนับสนุนและปัจจัยกดดันราคาทองคำที่ต้องจับตาทั้งสองด้าน โดยปัจจัยที่ต้องจับตาคือดอลลาร์สหรัฐเพราะหากดอลลาร์กลับมาแข็งค่าจะทำให้ราคาทองเคลื่อนไหวในทิศทางตรงกันข้าม โดยมองว่าหากราคาทองคำไม่สามารถยืนเหนือแนวรับ 1,902 ดอลลาร์ต่อออนซ์ได้ จะปรับฐานไปที่ 1,884 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และแนวรับถัดไปที่ 1,848 ดอลลาร์ต่อออนซ์

พวรรณ์ นววัฒนทรัพย์” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท วายแอลจี บูลเลี่ยน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด หรือ YLG