หุ้นไทยแนวโน้มดัชนีเช้าปรับขึ้นต่อ เก็ง Flow ไหลเข้าหลังดอลลาร์อ่อนค่า-ดิจิทัลวอลเล็ตผ่านฉลุย

นายชาญชัย พันทาธนากิจ ผู้อำนวยการสายงานวิจัย บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) กล่าวว่า แนวโน้มตลาดหุ้นไทยเช้านี้คาดดัชนีฟื้นตัวต่อ โดยภาพรวมสินทรัพย์เสี่ยงโลกยังอยู่ในโซนบวก หลังการเปิดเผยดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) รวมภาคการผลิตและบริการเบื้องต้นของสหรัฐต่ำกว่าคาด สะท้อนภาพเศรษฐกิจสหรัฐมีสัญญาณชะลอตัว ทำให้นักลงทุนคลายความกังวลการปรับลดอัตราดอกเบี้ยที่ช้ากว่าคาด ส่งผลให้ดอลลาร์สหรัฐอ่อนค่า

ขณะที่ค่าเงินสกุลต่าง ๆ น่าจะกลับมาแข็งค่าได้บ้าง ซึ่งจะลดแรงกดดันการไหลออกของเม็ดเงินลงทุนต่างชาติหรือ Fund Flow และไหลเข้าภูมิภาคได้มากขึ้น

ขณะที่ปัจจัยในประเทศมีประเด็นบวกจากการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบในหลักการของโครงการแจกเงินดิจิทัลวอลเล็ต ซึ่งน่าจะเป็นบวกต่อหุ้นกลุ่ม Domestic consumption รวมทั้งมีแรงหนุนจากการรายงานผลประกอบการไตรมาส 1/67 ของบริษัทจดทะเบียนที่มีสัญญาณของการเติบโตดีกว่าตลาดคาด กลยุทธ์การลงทุนวันนี้แนะนำหุ้นที่ได้ประโยชน์จากโครงการดิจิทัลวอลเล็ต อาทิ ICHI SNNP ซึ่งมีแนวโน้มยังเติบโตได้อยู่

พร้อมทั้งให้กรอบแนวรับ 1,350 จุด และแนวต้าน 1,365 จุด

ประเด็นพิจารณาการลงทุน

– ตลาดหุ้นนิวยอร์ก (23 เม.ย.) ดัชนีเฉลี่ยอุตสาหกรรมดาวโจนส์ปิดที่ 38,503.69 จุด เพิ่มขึ้น 263.71 จุด หรือ +0.69%, ดัชนี S&P500 ปิดที่ 5,070.55 จุด เพิ่มขึ้น 59.95 จุด หรือ +1.20% และดัชนี Nasdaq ปิดที่ 15,696.64 จุด เพิ่มขึ้น 245.33 จุด หรือ +1.59%

– ตลาดหุ้นเอเชียเปิดตลาดวันนี้ ดัชนีนิกเกอิเปิดตลาดที่ระดับ 37,871.92 จุด เพิ่มขึ้น 319.76 จุด หรือ +0.85% ขณะที่ดัชนีฮั่งเส็งเปิดตลาดที่ระดับ 16,993.17 จุด เพิ่มขึ้น 164.24 จุด หรือ +0.97% และดัชนีเซี่ยงไฮ้คอมโพสิตเปิดตลาดที่ระดับ 3,029.40 จุด เพิ่มขึ้น 7.42 จุด หรือ +0.24%

– ตลาดหุ้นไทยปิดล่าสุด (23 เม.ย.) 1,357.46 จุด เพิ่มขึ้น 7.94 จุด (+0.59%) มูลค่าซื้อขาย 46,656.12 ล้านบาท

– นักลงทุนต่างชาติขายสุทธิ 422.07 ล้านบาท (23 เม.ย.)

– ราคาน้ำมันดิบ WTI ส่งมอบเดือนมิ.ย. เพิ่มขึ้น 1.46 ดอลลาร์ หรือ 1.78% ปิดที่ 83.36 ดอลลาร์/บาร์เรล

– ค่าการกลั่นอ้างอิงตลาดสิงคโปร์ปิดล่าสุด (23 เม.ย.) อยู่ที่ 3.45 เหรียญ/บาร์เรล

– เงินบาทเปิด 36.89 แข็งค่า หลังดัชนี PMI สหรัฐฯต่ำคาด ฉุดบอนด์ยีลด์-ดอลลาร์อ่อนลง

– นายกฯ เรียกถก 4 ธนาคารพาณิชย์รายใหญ่ หวังลดดอกเบี้ยช่วยลูกหนี้เอสเอ็มอีรายย่อย ลดปัญหาดอกเบี้ยสูง ด้านสมาคมธนาคารไทย ถกวันนี้ พร้อมหามาตรการช่วยลูกหนี้กลุ่มเปราะบาง “นักเศรษฐศาสตร์ นักวิเคราะห์” ค้าน ลดดอกเบี้ย หวั่นภาครัฐแทรกแซงกระทบต่อ ความโปร่งใสความเชื่อมั่นต่างชาติ ชี้ลดดอกเบี้ย กระทบมาร์จิ้นแบงก์ แนะงัดมาตรการช่วยเฉพาะกลุ่มที่มีปัญหา ดีกว่าลดดอกเบี้ยที่เป็นนโยบายหว่านแห

– “บล.เอเซีย พลัส” มองหุ้นไทยไตรมาส 2 พ้นจุดต่ำสุดแล้ว รับ “กำไรบจ.” โตเด่น-หลายมาตรการพยุงเศรษฐกิจไทย-ดึงเชื่อมั่นนักลงทุน หวังดัชนีฯฟื้นตัวยืนเหนือ 1,350 จุด พร้อมมองดัชนีปลายปีนี้ 1,570-1,580 จุด แนะหุ้นทยอยฟื้นตามเศรษฐกิจ และหุ้นกำไรยังโตเด่น

– “สุริยะ” เตรียมนำทีมคมนาคม เยือนจีน 7-9 พ.ค.นี้ ประกาศใช้เวทีนี้ปิดฉากโรดโชว์ “แลนด์บริดจ์” ดึงนักลงทุนก่อนเริ่มขั้นตอนประมูลปีหน้า พร้อมเร่งกำหนดโมเดลธุรกิจ รับสัมปทานบริหาร 50 ปี พร้อมทั้งฟื้นเจรจาระดับรัฐมนตรีกับจีนในรอบ 5 ปี เคลื่อน โครงการไฮสปีดไทย – จีน พร้อมดันระยะที่ 2 ช่วงนครราชสีมา-หนองคาย

– คลังยังไม่เสนอใช้ภาษีสรรพสามิต อุ้มดีเซล โยนกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงดูแล ขอดูน้ำมันตลาดโลกและการจัดเก็บรายได้ภาครัฐช่วง พ.ค.-มิ.ย.ก่อน แล้วค่อยพิจารณา “พลังงาน” เล็งขยับราคาดีเซลตามทิศทางตลาดโลก พร้อมสะสมเงินใช้หนี้เงินกู้ล็อตแรก 5 พันล้าน พ.ย.นี้ จากวงเงินเต็ม 3 หมื่นล้าน ชี้หากได้งบกลางมาช่วย ก็แค่ประวิงเวลาเท่านั้น ต้องลุ้นดีเซลโลกลดลงเท่านั้น

– เศรษฐกิจซึม ธุรกิจเบรกลงทุน ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผยยอดคงค้าง “เงินฝาก” เติบโตสูงกว่ายอดสินเชื่อติดต่อกัน 16 เดือน เดือน ก.พ.เงินฝากคงค้างเพิ่มขึ้นมาอยู่ที่ 16.01 ล้านล้านบาท ขณะที่ยอดสินเชื่อคงค้าง 14.68 ล้านล้านบาท สะท้อนสภาพคล่องในระบบแบงก์อยู่ระดับสูง ชี้สินเชื่อปล่อยใหม่โตไม่ทันยอดชำระคืน-ธุรกิจเบิกใช้วงเงินน้อยตามภาวะเศรษฐกิจ “กรุงศรี-LH Bank” ยันเดินหน้าระดมเงินฝากต่อ แม้สภาพคล่องล้น เตรียมไว้ล่วงหน้า หลังสัญญาณเศรษฐกิจฟื้นในช่วงครึ่งปีหลัง

– ต่างชาติขนเงินออกทั้งตลาดหุ้น-บอนด์ ฉุดบาทอ่อนรอบ 6 เดือน ทะลุ 37 บาทต่อดอลลาร์ ศูนย์วิจัยกสิกรไทย เผย 4 เดือน เงินทุนไหลออกแล้วกว่า 7 หมื่นล้านบาท กรุงไทยชี้มีโอกาสแตะ 37.25 บาทต่อดอลลาร์ จากฤดูกาลจ่ายปันผลต่างชาติ

หุ้นเด่นวันนี้

– บมจ. เทอร์ราไบท์ พลัส เข้าจดทะเบียนและเริ่มซื้อขายใน mai ภายใต้กลุ่มเทคโนโลยี โดยใช้ชื่อย่อในการซื้อขายหลักทรัพย์ว่า “TERA” ในวันที่ 24 เมษายน 2567 ราคา IPO หุ้นละ 1.75 บาท คิดเป็นมูลค่าระดมทุน 157.50 ล้านบาท มูลค่าหลักทรัพย์ ณ ราคา IPO 420 ล้านบาท TERA ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ บมจ.เน็กซ์ พอยท์ (NEX) มีบริษัทที่เข้าลงทุน 100% 2 แห่งได้แก่ บริษัท คลัสเตอร์ ซิสเท็มส์ จำกัด และ บริษัท สกายฟร็อก จำกัด โดยกลุ่มบริษัทดำเนินธุรกิจเป็นผู้ออกแบบ ติดตั้ง จัดจำหน่ายอุปกรณ์ด้านไอที และให้บริการเกี่ยวกับระบบโครงสร้างพื้นฐานทางด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Information and Communication Technology: ICT) ขนาดใหญ่แบบครบวงจร จัดจำหน่ายและให้บริการด้านระบบความปลอดภัยทางไซเบอร์ (Cyber Security) บริการระบบเก็บข้อมูลและประมวลผลบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ตในรูปแบบสมาชิกต่อเนื่อง (Cloud & Recurring Services) จัดจำหน่ายและให้บริการซอฟต์แวร์ระบบบริหารจัดการการขนส่งกระจายสินค้าและโลจิสติกส์ (Transportation Management System: TMS) และจำหน่ายผลิตภัณฑ์ และให้บริการ

– TACC (ฟินันเซียไซรัส) แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 7.80 บาท ระยะสั้นคาดกำไรไตรมาส 1/67 จะโตทั้ง QoQ, YoY จากรายได้ที่ขายไป 7-Eleven ยังโตสดใสต่อเนื่อง เรายังคาดกำไรปี 67 กลับมาโต +16% นอกจากนี้ยังได้ Sentiment บวกหลัง Digital Wallet สามารถใช้กับ 7-Eleven ได้โมเมนตัมปี 67 คาดดีต่อเนื่องและได้อานิสงส์จากอากาศที่ร้อนหนุนเครื่องดื่มขายดีภาพรวมกำไรจะเร่งตัวในปี 67 ตามเป้ารายได้ผู้บริหารที่คาด โต 10% YoY และแนวโน้มต้นทุนรวมค่อนข้างทรงตัวใกล้เคียงปีก่อน และที่ไม่ต้องรับรู้ขาดทุนบริษัทร่วม TCI ตั้งแต่ ไตรมาส 1/67 เป็นต้นไป และคาดจะมีการกลับรายการด้อยค่าในระยะถัดไป Valuation ยังถูก เทรดเพียง 13 เท่า และคาด dividend yield 7-8% ต่อปี

– SHR (คิงส์ฟอร์ด) ซื้อ ราคาเป้าหมาย Bloomberg Consensus 3.50 บาท ประเมินผลการดำเนินงานไตรมาส 1/67 ได้แรงหนุนจาก 1.จำนวนนักท่องเที่ยวเข้าไทยไตรมาส 1/67 ที่ 9.37 ล้านคน, +44%YOY 2.จำนวนนักท่องเที่ยวเข้ามัลดีฟส์ ไตรมาส 1/67 ที่ 6.04 แสนคน, +15%YOY และ 3.ADR ที่สูงขึ้นจากการปรับปรุงพอร์ตโรงแรม โดยสำหรับภาพรวมปี 67 ทางผู้บริหารวางเป้ารายได้ +15%YOY/ EBITDA Margin ที่ 26-30%/ CAP EX 1-1.5 พันล้านบาท ทั้งนี้ตลาดคาดว่าในปี 67 และ 68 กำไรสุทธิของ SHR จะอยู่ที่ระดับ 241 ล้านบาท (+178%YoY) และ 393 ล้านบาท (+63%YOY) ตามลำดับ

– CPALL (พาย) ซื้อ ราคาเป้าหมาย 72.00 บาท คาดกำไรปกติไตรมาส 1/67 ที่ 5.0 พันล้านบาท (+32% YoY, -12%Q0Q) หนุน จากยอดขายสาขาเดิมของ 7-11 ที่คาดว่าจะเติบโต 3.5% YOY จากยอดขายกลุ่มอาหารพร้อมทานที่เติบโตดี รวมกับการเติบโตของกำไรของ CPAXT จากการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (MAKRO +3.5% และ Lotus’s +5.0%) ขณะที่เราคาดว่าแนวโน้มกำไรไตรมาส 2/67 จะเติบโต YoY ต่อเนื่องตามการฟื้นตัวของจำนวนนักท่องเที่ยวจีน

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (24 เม.ย. 67)

Tags: , , ,