DMT วางเป้ารายได้ปีนี้แตะ 1.9 พันลบ.หลังปริมาณจราจรฟื้นรับอานิสงส์เปิดปท.-เปิดเรียน

นายศักดิ์ดา พรรณไวย กรรมการผู้จัดการ บมจ.ทางยกระดับดอนเมือง (DMT) คาดการณ์แนวโน้มปริมาณจราจรในไตรมาส 2/65 น่าจะฟื้นกลับอย่างรวดเร็วตามระดับของมาตรการผ่อนคลายกิจกรรมของภาครัฐ ที่ขณะนี้ภาครัฐมีความชัดเจนในการเปิดประเทศ

ซึ่งจะทำให้การเดินท่องเที่ยวและการเดินทางระหว่างประเทศกลับมาอีกครั้ง อีกทั้งการเตรียมความพร้อมในการให้โรคโควิด-19 เป็นโรคประจำถิ่น จากสถิติผู้ติดเชื้อและเสียชีวิตลดต่ำลงอย่างมาก และการที่สถาบันการศึกษามีนโยบายการเปิดภาคเรียนแบบ Onsite เต็มรูปแบบในวันที่ 17 พฤษภาคม 2565 นี้ ซึ่งจะสนับสนุนการเดินทางและปริมาณจราจรบนทางยกระดับให้เพิ่มสูงขึ้น

โดยบริษัทฯ คาดการณ์รายได้ค่าผ่านทางในปีนี้อยู่ที่ 1.9 พันล้านบาท คิดเป็นรายได้เฉลี่ยอยู่ที่ 5.25 ล้านบาทต่อวัน หรือเพิ่มขึ้นกว่า 50% จากปีก่อนที่มีรายได้ค่าผ่านทางอยู่ที่ 1.3 พันล้านบาท ซึ่งประมาณการดังกล่าวสะท้อนจากสภาพการจราจรที่ใกล้เคียงมากที่สุด รวมถึงสถานการณ์การแพร่ระบาดและมาตรการการควบคุมการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19)

ทั้งนี้ ณ วันที่ 31 มีนาคม 2565 บริษัทฯ ไม่มีภาระหนี้ที่มีดอกเบี้ยกับสถาบันการเงิน ด้วยหนี้สินต่อทุนที่อยู่ในระดับที่ต่ำมากอย่างต่อเนื่อง ในปัจจุบันมีอัตราส่วนหนี้สินต่อทุน (เท่า)(D/E Ratio) เท่ากับ 0.07 อัตราส่วนสภาพคล่อง ปรับเพิ่มขึ้นจาก 1.36 เท่า เป็น 1.81 เท่า เมื่อเปรียบเทียบ ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2564 รวมทั้งมีวงเงินหมุนเวียนเพื่อสำรองไว้ใช้ในกิจการ ซึ่งยังมิได้เบิกใช้เป็นจำนวนเงินรวม 1,000 ล้านบาท ทำให้บริษัทฯ มีสภาพคล่องที่แข็งแกร่งเพื่อเตรียมความพร้อมรองรับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนาสายพันธุ์ใหม่ (โควิด-19) ได้ในระยะยาว รวมทั้งมีความพร้อมในการขยายกิจการในการเข้าร่วมประมูลโครงการที่ภาครัฐเปิดประมูลเชิญชวนเอกชนเข้าร่วมลงทุน(Public Private Partnership) ในระหว่างปี 65-66 หลายโครงการ และมีความพร้อมในงานโครงการอื่น ๆที่ไม่ใช่ทางด่วนหรือทางพิเศษ (Non-Toll Business)

ด้านนายธานินทร์ พานิชชีวะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร DMT เปิดเผยว่า ในไตรมาส 1/65 บริษัทฯ มีกำไรสุทธิ 144.2 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.1 ล้านบาท หรือคิดเป็น 0.8% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 1/64 โดยผลประกอบการในไตรมาส 1/65 ของบริษัทฯ ยังคงแข็งแกร่ง แม้ว่าจะเผชิญกับสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19) สายพันธุ์โอมิครอน ก็ตาม เนื่องจากบริษัทฯ สามารถบริหารจัดการด้านต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยสามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่าย และไม่มีภาระหนี้ที่มีดอกเบี้ยกับสถาบันการเงิน จึงส่งผลให้ต้นทุนทางการเงินปรับลดลง

ทั้งนี้ บริษัทฯ มีรายได้ค่าผ่านทางอยู่ที่ 355.29 ล้านบาท ลดลง 7.3% เมื่อเปรียบเทียบกับไตรมาส 1/64 ที่มีรายได้ค่าผ่านทางอยู่ที่ 383.27 ล้านบาท เนื่องจากปริมาณจราจรบนทางยกระดับที่ปรับลดลง

ในไตรมาส 1/65 บริษัทฯ ดำเนินงานต่อเนื่องในการยกระดับและการวางรากฐานการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืน (Sustainability Development) โดยมีโครงการพัฒนาด้านต่างๆ ที่บริษัทฯ ได้ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องและแล้วเสร็จในไตรมาส 1/65 ประกอบไปด้วย

1.โครงการปรับปรุงระบบระบายน้ำใต้ทาง เปลี่ยนท่อระบายน้ำแยกลาดพร้าว แล้วเสร็จเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2565

2.การเชื่อมต่อข้อมูลด้านการจราจร ศูนย์บริหารจัดการจราจรและอุบัติเหตุ กรมทางหลวง (Traffic Operation Center: TOC) เป็นศูนย์กลางประสานความร่วมมือด้านการจราจร บริษัทฯ ได้สนับสนุนภาพจากกล้อง CCTV จำนวน 26 กล้องบนทางยกระดับ แสดงผลที่ศูนย์ฯ ได้เรียบร้อย

สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างดำเนินการตามแผนธุรกิจเพื่อความยั่งยืนปีนี้ ประกอบด้วย

1.การพัฒนาระบบตรวจจับอุบัติการณ์แบบอัตโนมัติ (Automatic Incident Detection System) ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้นด้วย โดยกำหนดเปิดใช้งานในไตรมาส 3/2565

2.โครงการตรวจสอบและประเมินความมั่นคงแข็งแรงโครงสร้างทางยกระดับ (Project of Inspection and Assessment for Tollway Elevated Structure) กำหนดแล้วเสร็จในไตรมาส 2/2565

3.การพัฒนาการชำระด้วย QR Payment โครงการศึกษาและพัฒนาระบบเก็บค่าธรรมเนียมผ่านทางอัตโนมัติ “แบบไม่มีไม้กั้น (M-Flow)” บริษัทฯ ได้ปรับปรุงกายภาพของด่านดินแดงแล้วเสร็จในไตรมาส 1/65 เพื่อทดสอบและติดตั้งระบบการตรวจจับยานพาหนะแบบอัตโนมัติ และจะมีการทดสอบการเชื่อมต่อข้อมูลกับระบบ Single Platform ของกรมทางหลวงในช่วงไตรมาส 2/65 รวมทั้งมีการเตรียมการปรับปรุงระบบ Network System เพื่อรองรับระบบ M-Flow บนทางยกระดับอุตราภิมุข ทั้ง 9 ด่าน และติดตั้งระบบ M-Flow ต่อไป

โดย สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (13 พ.ค. 65)

Tags: , , , ,